เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 32.78 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” ยังเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนระหว่างโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.74-32.81 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ตามจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ได้ปรับตัวขึ้น แย่กว่าคาด แต่ดัชนีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต โดย Philadelphia FED ในเดือนมิถุนายน ได้ปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 10.3 จุด ดีกว่าคาด
ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นโดดเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ จนเกือบถึงระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ (อาจเป็นผลของการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด) ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง แม้จะถูกกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่าบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Semiconductor ได้รีบาวด์สูงขึ้น นำโดย Intel +10.6% ตอบรับกระแสข่าว Intel กับ Apple เตรียมร่วมมือกันออกแบบและผลิตชิปในสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.1% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตอบรับข่าวการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.91%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.34% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน จากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงแรงของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำ นำโดย Shell -2.6%, Rio Tinto -3.0% นอกจากนี้ การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Healthcare เป็นวงกว้างยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรป Roche -2.7%, Novartis -2.5%
โดยเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up แม้จะถูกกดดันในช่วงแรกจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่น กอปรกับการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ซึ่งกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังอ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่ถูกชะลอลงบ้าง (และพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย) จากความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-101 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์"
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.80 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ระดับ 32.78 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักราว 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. และให้น้ำหนักราว 20% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50%
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย จำนวน 2,056 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทยจำนวน 4,413 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.70 - 33.00 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.70 / ขาย 33.00
- EUR/THB 37.50 - 38.00 แนะนำ ซื้อที่ 37.50 / ขาย 38.00
- JPY/THB 0.2010 - 0.2060 แนะนำ ซื้อที่ 0.2010 / ขาย 0.2060
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB